ขั้นตอนในการย้ายโดเมนเนมไม่ได้ยากอย่างที่คิด

Posted by admin on June 08, 2015
ธุรกิจ / Comments Off

สำหรับคนที่จดทะเบียนโดเมนเนม และใช้งานเว็บโฮสติ้งอยู่แล้ว หลายๆ คน หรือส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่า นอกจากที่เราจะสามารถย้ายเว็บโฮสติ้งเพื่อไปใช้บริการกับผู้ให้บริการอื่นๆ ได้แล้ว เรายังสามารถย้ายโดเมนเนมที่เราจดทะเบียนไว้แล้ว ไปยังผู้ให้บริการอื่นๆ ได้อีกด้วย โดยที่มีขั้นตอนการดำเนินการเล็กน้อย แต่แน่นอนมันไม่ได้ยากเกินกว่าที่เราจะทำได้ ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า การย้ายโดเมนเนมกับการย้ายเว็บโฮสติ้ง เป็นคนละเรื่องกัน คือเราสามารถย้ายโดเมนเนมโดยไม่ย้ายเว็บโฮสติ้งก็ได้ และเราก็สามารถย้ายเว็บโฮสติ้งโดยไม่ย้ายโดเมนเนมก็ได้ เนื่องจากทั้งโดเมนเนม และเว็บโฮสติ้งเป็นบริการคนละส่วนกัน ฉะนั้นเราสามารถจดทะเบียนโดเมนเนมกับผู้ให้บริการรายหนึ่ง แล้วไปใช้บริการเว็บโฮสติ้งกับผู้ให้บริการอีกรายหนึ่งได้

การย้ายโดเมนเนม แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะได้ดังนี้
– ย้ายโดเมเนนมที่จดทะเบียนกับผู้ให้บริการรับจดทะเบียนโดยตรง หรือ Registrar
ในกรณีนี้โดยส่วนมากจะเป็นโดเมนเนมที่จดทะเบียนกับผู้ให้บริการรับจดทะเบียนโดเมนเนมในต่างประเทศ เช่น eNom, Go Daddy, Tucows, Network Solutions, OnlineNic เป็นต้น เนื่องจากในประเทศไทยไม่มีผู้ให้บริการที่รับจดทะเบียนโดเมนเนมที่ได้รับสิทธิ์เป็น Registrar โดยตรง (ส่วนใหญ่จะเป็น Reseller ของ Registrar ในต่างประเทศอีกที) แต่ในต่างประเทศจะมีผู้ให้บริการที่ได้รับสิทธิ์ (ลักษณะคล้ายๆ สัมปทาน) ในการรับจดทะเบียนโดเมนเนม และสามารถแต่งตั้ง Reseller ขึ้นมาเพื่อรับจดทะเบียนโดเมนเนมต่ออีกทอดหนึ่งได้
สำหรับขั้นตอนการย้ายโดเมนเนม กรณีที่จดทะเบียนกับ Registrar โดยตรงมีขั้นตอนคราวๆ ดังนี้

1. Login เข้าสู่ระบบบริหารจัดการโดเมนเนม (Manage Domain) เพื่อขอ Auth Code หรือ EPP Code จากระบบ สำหรับ Auth Code หรือ EPP Code นั้นจะเป็นเสมือนรหัสลับของโดเมนเนมแต่ละตัว ซึ่งจะไม่เหมือนกัน และใช้สำหรับการย้ายโดเมนเนมเท่านั้น (สำหรับรหัสผ่าน เพื่อเข้าจัดการโดเมนเนม จะเป็นอีกชุดหนึ่ง) โดยเมื่อทำการร้องขอเรียบร้อยแล้ว ระบบจะส่ง Auth Code หรือ EPP Code ไปที่อีเมลล์ของ Administrative’s contact ของโดเมนเนมเท่านั้น (ดังนั้นท่านต้องตรวจสอบให้มั่นใจก่อนว่าอีเมลล์ดังกล่าวเป็นของท่านจริง)
2. ติดต่อผู้ให้บริการรับจดทะบียนโดเมนเนมปลายทาง (ที่เราจะย้ายไป) โดยอาจจะเป็นการสั่งซื้อบริการย้ายโดเมนเนมผ่านหน้าเว็บไซต์ โดยกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ตรงนี้ระบบจะให้เราใส่ Auth Code หรือ EPP Code ด้วย หากไม่มีก็จะไม่สามารถทำต่อได้ หรือบางที่อาจจะให้เราส่ง Auth Code หรือ EPP Code ให้ผู้ให้บริการโดยตรง เพื่อให้เขาจัดการให้ หลังจากนั้นก็ชำระค่าบริการ โดยส่วนมากค่าบริการจะเท่ากัน หรือใกล้เคียงกับค่าบริการจดทะเบียนโดเมนเนมใหม่ของผู้ให้บริการรายนั้นๆ (สำหรับค่าบริการย้ายโดเมนเนมนี้ จะไม่สูญเปล่า เนื่องจากเมื่อย้ายโดเมนเนมเรียบร้อยแล้ว ระบบจะต่ออายุโดเมนเนมให้เราอีก 1 ปี)
3. เมื่อดำเนินการทั้งหมดเรียบร้อยแล้วให้รออีเมลล์เพื่อให้ทำการยืนยันการย้ายโดเมนเนม โดยอีเมลล์จะถูกส่งมาที่อีเมลล์เดียวกับที่ท่านได้รับ Auth Code หรือ EPP Code (อีเมลล์ Administrative’s contact) โดยในอีเมลล์จะมีลิงค์สำหรับคลิกเพื่อทำการยืนยันว่าต้องการย้ายโดเมนเนมจริง (ก็ทำตามคำแนะนำในอีเมลล์ได้เลย) และยังเป็นการยืนยันว่าคำร้องขอย้ายโดเมนเนมมาจากความต้องการของเจ้าของโดเมนเนมอย่างแท้จริงอีกด้วย (เพราะถ้าเราไม่ได้เป็นคนทำเรื่องย้าย และมีอีเมลล์มาแสดงว่ามีคนพยายามย้ายโดเมนเนมเราแล้ว) หลังจากยืนยันตามขั้นตอนแล้ว ระบบจะใช้เวลาประมาณ 5-7 วันในการดำเนินการ (ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการแต่ละราย)

– ย้ายโดเมเนนมที่จดทะเบียนกับ Reseller ของ Registrar
สำหรับโดเมนเนมที่จดทะเบียนกับ Reseller ของ Registrar ส่วนมากคือโดเมนเนมที่เราจดทะบียนกับผู้ให้เว็บโฮสติ้ง หรือจดทะเบียนกับผู้ให้บริการจดทะเบียนโดเมนเนมในไทย ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้ให้บริการจดทะเบียนโดเมนเนมที่เป็น Reseller ของ Registrar ที่อยุ่ต่างประเทศอีกต่อหนึ่ง
สำหรับขั้นตอนในการย้ายโดเมนเนน ก็จะมีขั้นตอนในการย้ายเหมือนกับโดเมนเนมที่จดทะเบียนกับผู้รับจดทะเบียนโดเมนเนมโดยตรง เพราะที่สุดแล้วโดเมนเนมของเราก็อยู่ภายใต้ Registrar เหมือนกัน ไม่ว่าจะจดโดยตรง หรือจดผ่านทาง Reseller แต่ที่อาจจะมีความแตกต่างบ้างในขั้นตอนการโอนย้ายก็คือ การขอ Auth Code หรือEPP Code อาจจะต้องให้ผู้ให้บริการเป็นผู้ส่งคำขอ Auth Code หรือEPP Code แทนเรา โดยที่เราต้องแจ้งผ่านทางอีเมลล์ หรือโทรศัพท์เพื่อให้ช่วยดำเนินการ แต่ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ยื่นคำขอ Auth Code หรือ EPP Code อีเมลล์ ก็จะแจ้งข้อมูลมาที่อีเมลล์ Administrative’s contact ของโดเมนเนมเหมือนกัน หลังจากได้มาแล้ว เราก็ติดต่อไปที่ผู้ให้บริการจดทะเบียนโดเมนเนมปลายทาง จากนั้นก็ทำตามขั้นตอนการย้ายเหมือนกับที่เขียนไว้ด้านบน

Tags: ,

เทคนิคการตั้งชื่อโดเมน จุดเริ่มต้นทำการเว็บให้น่าจดจำ นำไปสู่ยอดขาย

Posted by admin on April 29, 2015
ธุรกิจ / Comments Off

ในโลกออนไลน์ที่มีเว็บไซต์อยู่เป็นจำนวนหลายล้านเว็บนั้น สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้แต่ละเว็บมีความแตกต่างกัน และทำให้ผู้เข้าชมจดจำเว็บไซต์ที่เคยคลิกเข้าไปดูข้อมูลได้อย่างง่าย นั่นก็คือ โดเมนเนม หรือ ชื่อเว็บไซต์ นั่นเองค่ะ

วันนี้ จึงหยิบสาระน่ารู้เกี่ยวกับ แนวทางในการตั้งชื่อโดเมนเนม จุดเริ่มต้นที่จะทำให้เว็บไซต์เป็นที่น่าจดจำก่อนจะนำผู้เข้าชมไปเจอเนื้อหาสาระในเว็บไซต์ต่อไป แต่จะมีหลักการอย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามรายละเอียดกันเลยค่ะ

แนวทางการตั้งชื่อโดเมนเนม มีดังนี้

1. ชื่อแสดงความเป็นธุรกิจ
และมี keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า/บริการ เช่น มีคำว่า tour ประกอบในชื่อ แสดงความเป็นธุรกิจทัวร์ ท่องเที่ยว เป็นต้น ช่วยทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์จดจำได้ง่าย และมีโอกาส click เลือกจากหน้า Search Engine ได้มากกว่าชื่อโดเมนเนมที่ไม่มีความเป็นธุรกิจ

2. สร้าง Brand แสดงความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ นอกเหนือจากที่แสดงความเป็นธุรกิจแล้ว ท่านสามารถเลือกใช้ชื่อที่สร้าง Brand และแสดงความเป็นเอกลักษณ์ ช่วยให้ลูกค้าสะดุดตาและจดจำเอกลักษณ์นี้ได้ ก็จะมีโอกาสกลับมาที่เว็บไซต์นั้นๆ มากขึ้น

3. จดจำง่าย ออกเสียงง่าย สะกดง่าย หากสามารถตั้งชื่อโดเมนเนมให้สั้นได้มากที่สุด จะทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์จดจำได้ง่ายกว่า และหากต้องการตั้งชื่อโดเมนเนมออกเสียงทับศัพท์เป็นภาษาไทย หรือแม้กระทั่งตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษแต่ออกเสียงคล้ายกัน ก็ต้องระวังการสะกด ให้เขียนง่ายที่สุด

4. ไม่ copy เลียนแบบเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง เพราะมีโอกาสโดนฟ้องร้องสูงมากเนื่องจากทำธุรกิจเดียวกับเว็บไซต์หลัก นอกจากนั้น ภาพลักษณ์ของโดเมนเนมที่เลียนแบบยังขาดความน่าเชื่อถืออีกด้วย

5. ชื่อโดเมนเนมไม่ยาวเกินไป หากจะตั้งชื่อยาว ควรใช้คำศัพท์ที่จดจำง่าย

6. ระวังเรื่องการใช้สัญลักษณ์ ” – ” (Hyphen) และการเติม S หากต้องการจดชื่อที่มี S หรือใช้สัญญลักษณ์ ” – ” ดังกล่าว ต้องพิจารณาว่า เว็บไซต์อื่นที่จดทะเบียนไปแล้วและไม่มีสัญลักษณ์ทำธุรกิจเดียวกันกับเราหรือไม่ ถ้าใช่ มีโอกาสที่จะสร้างความสับสนแก่ผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้ ทางออกที่ดีคือ จดโดเมนเนมทั้งที่มีและไม่มี s ไว้ด้วย

7. ชื่อแสดงความน่าเชื่อถือ ลูกค้าเว็บไซต์โดยเฉพาะด้านธุรกิจ ย่อมต้องการความน่าเชื่อถือก่อนจะตัดสินใจทำธุรกรรมต่าง ๆ ด้วย ดังนั้น ไม่ตั้งชื่อที่แสดงความเป็นเล่น ๆ ยกเว้นเป็นเว็บไซต์ content หรือ social ที่ต้องการภาพลักษณ์ที่สบาย ๆ

8. ตั้งชื่อที่ไม่มีความหมายก็ได้ หากชื่อนั้นจดจำง่ายและเจ้าของเว็บไซต์มีการทำตลาดอย่างต่อเนื่องได้

Tags:

รู้จักความหมายและความสำคัญของการจดทะเบียนโดเมนเนม

Posted by admin on March 26, 2015
ธุรกิจ / Comments Off

3

เพื่อให้ผู้ประกอบการรู้จักความหมายและความสำคัญของการจดทะเบียนโดเมนเนม รวมไปถึงเทคนิคในการตั้งชื่อโดเมนเนมเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้สำหรับการตั้งชื่อโดเมนเนมของเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของตนได้ Domain name มีความสำคัญเปรียบเสมือนชื่อของเจ้าของสินค้า หรือชื่อบริษัท เนื่องจากในโลกออนไลน์ ลูกค้าจะไม่จดจำชื่อเจ้าของสินค้าหรือชื่อบริษัท แต่จะใช้ โดเมนเนมในการเรียกและเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ ปัจจุบันการจดโดเมนเนม มีทางเลือกทั้งแบบโดเมนเนมจริง และเป็น subdomain ซึ่งแตกต่างกันคือ โดเมนเนมจริง จะเป็น ชื่อตามด้วยนามสกุล เช่น abc.com โดยสามารถตั้งชื่อและจดทะเบียนกับผู้ให้บริการได้หากโดเมนเนมไม่ซ้ำกับที่มีผู้จดทะเบียนไปแล้ว การตั้งชื่อโดเมนเนมใช้อักษรภาษาอังกฤษ a-z โดยไม่คำนึงว่าเขียนด้วยตัวใหญ่หรือตัวเล็ก ใช้ตัวเลข 0-9 และ ใช้ – ได้เท่านั้น แนวทางการตั้งชื่อโดเมนเนม มีดังนี้

ชื่อแสดงความเป็นธุรกิจ และ keyword ตัวอย่างเช่น www.tourkrabi.com แสดงความเป็นธุรกิจทัวร์โดยเน้นไปที่จังหวัดกระบี่อย่างชัดเจน หรือ www.weddingthai.net แสดงให้เห็นธุรกิจเกี่ยวกับงานแต่งงาน แม้ว่าจะยังบอกไม่ได้ว่าเป็นการให้บริการด้านงานแต่งงาน หรืออาจจะเป็นให้บริการถ่ายรูปแต่งงาน หรือแม้แต่บริการหาคู่ แต่ก็อยู่ในธุรกิจนี้ การมีชื่อที่แสดงความเป็นธุรกิจช่วยให้ลูกค้าเว็บไซต์จดจำได้ง่าย และมีโอกาส click เลือกจากหน้า Search Engine ได้มากกว่าชื่อโดเมนเนมที่ไม่มีความเป็นธุรกิจ อย่างไรก็ตามการใช้ชื่อโดเมนเนมลักษณะนี้มีข้อเสียคือ ไม่มีความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นจึงสามารถถูกลอกเลียนแบบได้ง่ายเช่นอาจจะมีคุ่แข่งจดโดเมนเนม www.tourthaikrabi.com หรือ www.krabitour.com หรือ www.travelkrabi.com และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้น เจ้าของเว็บไซต์กลุ่มหนึ่งจึงหลีกเลี่ยงที่จะใช้ชื่อแสดงความเป็นธุรกิจแต่เพียงอย่างเดียวในการจดโดเมนเนม

สร้าง Brand แสดงความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ เจ้าของเว็บไซต์ที่หลีกเลี่ยงการจดชื่อโดเมนเนมที่แสดงความเป็นธุรกิจเพียงอย่างเดียว จะมาใช้ชื่อที่สร้าง Brand และแสดงความเป็นเอกลักษณ์ เช่น www.krabicosmo.com , www.ghousehuahin.com , www.tobestudio.net ในกรณีนี้ ถ้าลูกค้าเว็บไซต์จดจำเอกลักษณ์ของชื่อโดเมนเนมได้ เช่น จำได้ว่า มีคำว่า cosmo อยู่ในชื่อคุ่กับ krabi ก็มีโอกาสที่จะกลับมาที่เว็บไซต์นั้น ๆ มากขึ้น เหมือนกับที่ร้าน 7-eleven ตั้งชื่อร้านว่า 7-eleven โดยไม่ใช้ชื่อว่า ร้านสะดวกซื้อ หรือ convenient store

เชื่อหรือไม่ว่า Domain Name มีผลต่อการทำอันดับ SEO

Posted by admin on February 13, 2015
ธุรกิจ / Comments Off

การให้ความสำคัญกับโดเมนเป็นอันดับแรกๆ เพราะหากเราได้โดเมนตรง Keyword เราก็จะสามารถทำ seo หรืออันดับเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดายหรือพูดได้ว่าแค่มีโดเมนตรงกับ keyword ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นหากท่านจะทำเว็บขึ้นมาซักเว็บลองหา Main Keyword ที่จะทำอันดับแล้วนำมาจดโดเมนตรง Keyword เลย รับรองมีอันดับแน่นอน เพราะโดเมนเนมจะเป็นสิ่งที่คุณจะต้องหามาเป็นเจ้าของ ด้วยการลงทะเบียนกับเว็บขายโดเมนเนมต่างๆและแน่นอนว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายรายปีซึ่งก็ไม่แพงเลย แต่ถ้าคุณเลือกโดเมนเนมไม่ดีตั้งแต่แรก แล้วต้องมานั่งจดใหม่มันก็คงไม่ใช่เรื่อง

โดเมนเนมมีส่วนสำคัญมากในการที่จะทำเว็บไซต์ของคุณให้ Ranking ได้ง่ายขึ้น เพราะถ้าเว็บไซต์ที่มีชื่อโดเมนตรงกับคำค้น มักจะแสดงผลลัพธ์จากการค้นหาโดย Search Engine ในตำแหน่งที่ดี ชื่อโดเมนหรือโดเมนเป็นชื่อที่ใช้เรียกแทนตำแหน่งที่ตั้งของเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่าย แทนการใช้หมายเลข IP Address ถ้าจะให้เปรียบเทียบแล้ว IP Address คือ บ้านเลขที่ แต่ชื่อโดเมน คือชื่อบ้านหรือชื่ออาคาร และแน่นอนว่าถ้ากล่าวถึงชื่อโดเมนแล้ว สิ่งที่คู่กันคือนามสกุลโดเมนต้องถูกกล่าวถึงด้วยเช่นกัน การทำ SEO ชื่อโดเมนเองก็มีส่วนที่สำคัญมากทั้งเรื่องความสำคัญของชื่อโดเมนที่มีอายุ มีคีย์เวิร์ดในชื่อโดเมนด้วย นอกจากว่าจะทำการสร้างแบรนด์หรือยี่ห้อของตัวเอง แต่ควรเน้นที่จดจำง่ายและไม่ยาวจนเกินไป สำหรับแหล่งที่จะหาชื่อโดเมนที่มีอายุ เราสามารถหาได้จากเว็บไซต์หลายๆเว็บ ที่มีการเก็บสถิติและช่วงเวลาของชื่อโดเมนแต่ละตัว หรือจากเว็บประมูลและเว็บซื้อขายโดเมนทั่วๆไป

ความสัมพันธ์ของชื่อโดเมนกับ SEO

– ชื่อโดเมนที่เป็น ccTLD จะส่งผลดีด้าน SEO กับคำค้นที่เป็นภาษาของประเทศหรือภูมิภาคนั้นๆ
– ชื่อโดเมนที่เป็น gTLD จะส่งผลดีด้าน SEO กับการค้นหาโดย Search Engine ทั่วโลก
– โดเมนที่ใครๆต้องการ และได้รับความนิยมสูง คือ .com รองมาคือ .net และ .org ตามลำดับ
– โดเมนที่จดทะเบียนมาแล้วหลายๆปีจะมีผลดีด้าน SEO มากกว่าโดเมนที่เพิ่งจดทะเบียนใหม่
– การตั้งชื่อโดเมนให้ตรงกับคำค้นจะทำให้ผลลัพธ์จากการค้นหาโดย Search Engine อยู่ในตำแหน่งที่ดี

Tags:

จดโดเมนแล้วแต่ยังไม่มีหน้าเว็บไซต์จะเกิดอะไรขึ้น

Posted by admin on January 17, 2015
ธุรกิจ / Comments Off

สิ่งสำคัญสำหรับการมีเว็บไซต์ก็คือ ชื่อเว็บไซต์ หรือ โดเมนเนม (Domain name) ทุกคนก็เลยให้ความสำคัญกับโดเมนเนมอย่างมาก เพราะโดเมนเนมที่ดี มีผลกับการทำ SEO มีผลกับการเป็นที่รู้จัก หรือพูดง่ายๆ ว่าทำให้คนจำง่าย ซึ่งก็จะโยงไปถึงการที่ทำให้คนเข้ามาชมเว็บไซต์ของเรามากขึ้นอีกด้วย

แต่ปัญหาก็คือเมื่อใครๆ ก็อยากได้ชื่อโดเมนเนมดีๆ สั้นๆ จดจำง่าย ก็ทำให้มีการจดจองโดเมนเนมไว้ตั้งแต่ก่อนจะทำเว็บไซต์ ประมาณว่าคิดชื่อโดเมนเนมที่ต้องการได้ ก็จดทะเบียนเพื่อรักษาสิทธิ์ในตัวโดเมนเนมไว้ก่อนเลย โดยไม่ต้องสนใจว่าจะทำเว็บไซต์เมื่อไหร่ (บางคนจดทะเบียนโดเมนเนมไว้หลายโดเมนเนม แต่ยังไม่มีเว็บไซต์เลย) เพราะการจดทะเบียนโดเมนเนม เป็นระบบที่ใช้ร่วมกันทั่วทั้งโลก หากเราเจอชื่อที่อยากจะจดทะเบียน และตรวจสอบแล้วว่ายังไม่มีผู้จดทะเบียน แต่ชะล่าใจ คิดว่ายังไม่ทำเว็บไซต์ ยังไม่จำเป็นต้องใช้งาน ไว้ค่อยจดก็ได้ โดเมนเนมชื่อนั้นๆ อาจถูกคนจากที่ไหนสักแห่งในโลกจดทะเบียนไปก่อน เมื่อถึงเวลาที่เราต้องการจดทะเบียน มาดูอีกทีชื่อโดเมนเนมนั้นก็มีผู้จดทะเบียนไปแล้ว

ดังนั้นหลายๆ คนมักจะจดทะเบียนโดเมนเนมทันทีที่ตรวจสอบพบว่าโดเมนเนมนั้นๆ ว่างอยู่ แล้วคิดว่าอาจจะได้ใช้งาน เพื่อทำเว็บไซต์ในอนาคต แต่ก็มีข้อสงสัยตามมาอีกอย่างคือ ในเมื่อยังไม่มีเว็บไซต์ แล้วจดทะเบียนโดเมนเนมอย่างเดียว เวลามีคนพิมพ์ชื่อโดเมนเนมเรา (อาจเพราะไม่รู้ว่าโดเมนเนมนี้ยังไม่มีเว็บไซต์) ใน Browser แล้วหน้าเว็บ จะปรากฏอะไร ซึ่งหากเราจดทะเบียนแล้วไม่ได้ดำเนินการใดๆ เลย หน้า Browser จะแจ้งว่า “ไม่พบข้อมูล” (Could not find หรือ Can’t find the server) เป็นผลมาจากการที่โดเมนเนมไม่มีปลายทางที่จะเรียกข้อมูล หรือไฟล์เว็บไซต์ขึ้นมาโชว์ ซึ่งในกรณีนี้อาจทำให้คนที่พิมพ์ชื่อโดเมนเนมเราเข้ามา อาจเข้าใจผิด ไม่รู้ว่าชื่อโดเมนเนมนี้มีผู้จดทะเบียนแล้วหรือยัง ในอนาคตโดเมนเนมนี้จะมีเว็บไซต์ไหม หรือเกิดความผิดพลาดในระบบทำให้เข้าเว็บฯ ไม่ได้

จากเหตุผลข้างต้นทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Park Domain” ขึ้นมา สำหรับ Park Domain ก็คือหน้าเว็บ หน้าหนึ่งที่ทำเป็น Parking Page สำหรับรองรับโดเมนเนมที่จดทะเบียนแล้ว แต่ยังไม่มีหน้าเว็บ โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ

1.การ Park Domain โดยผู้ให้บริการจดทะเบียนโดเมนเนม ในกรณีที่เราจตทะเบียนโดเมนเนมแล้วไม่ได้ระบุค่า DNS ของ Web Hosting ที่เราต้องการใช้งาน (เพราะเรายังไม่ได้ทำเว็บ จึงยังไม่มี Hosting) ระบบของผู้ให้บริการฯ จะทำการใช้ DNS ของผู้ให้บริการฯ ซึ่งจะชี้โดเมนเนมที่ท่านจดทะเบียนนี้ไปยัง Parking Page ของผู้ให้บริการฯ ซึ่งจะมีข้อความแจ้งเมื่อมีผู้เข้าชม ว่าโดเมนเนมนี้มีผู้จดทะเบียนแล้ว ขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการสร้างเว็บ หรืออะไรก็แล้วแต่ผู้ให้บริการจดทะเบียนโดเมนเนมจะแจ้งให้ ซึ่งเป็นแบบฟอร์มเดียวกันทุกโดเมนเนมที่จดทะเบียนภายใต้ผู้ให้บริการฯ รายนั้นๆ และโดยส่วนใหญ่จะมีการโฆษณาบริการต่างๆ ของผู้ให้บริการอีกด้วย (เท่าที่เห็นส่วนมาก โฆษณาจะมีมากกว่า และเห็นชัดเจนกว่าข้อความอีก)

2.การ Park Domain ที่เราเป็นคนทำเอง โดย Park Domain ไปยัง Web Hosting ที่เราเปิดใช้บริการอยู่ โดยอาจจะเปิดขึ้นเพื่อใช้งานอีเมลล์ แต่ยังไม่ได้ทำเว็บ โดยในกรณีนี้เราจะต้องสร้างหน้าเว็บ 1 หน้า โดยอาจจะมีข้อความสั้นๆ ว่าโดเมนเนมนี้มีผู้จดทะเบียนแล้ว เว็บไซต์อยู่ในระหว่างการดำเนินการ เป็นต้น เพื่อเป็นการแจ้งให้ผู้ที่เข้ามาที่หน้าเว็บ รู้ว่าในอนาคตโดเมนเนมนี้จะมีเว็บไซต์แน่นอน หรือ Park Domain ไปยังผู้ให้บริการด้านการ Park Domain โดยเฉพาะ ที่ปัจจุบันมีให้บริการอยู่มากมายก็ได้

Tags: